4 โรคระบบทางเดินอาหารที่ควรรู้จัก
สุขภาพ
คือ ภาวะแห่งความสมบูรณ์ทางร่างกาย จิตใจ และการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมด้วยดี
ไม่ใช่เพียงแต่ความปราศจากโรค หรือทุพพลภาพเท่านั้น (องค์การอนามัยโลก , 2491) จากคำจำกัดความนี้
แสดงให้เห็นว่า ภาวะของความไม่มีโรคหรือไม่บกพร่องยังไม่ถือว่ามีสุขภาพ
แต่สุขภาพมีความหมาย เชิงบวกที่เน้นความเป็นอยู่ที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ
และสังคม นั่นคือ ต้องมีสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขภาพทางสังคมครบทุกด้าน ซึ่งในการทำงานของร่างกายเรานั้น มีระบบมากมาย แต่วันนี้จะพูดถึง โรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารที่สำคัญ
และควรรู้จัก โดยจะกล่าวได้ดังนี้
1.โรคกระเพาะอาหาร
โรคกระเพาะอาหารหมายถึงภาวะที่มีแผลเยื่อบุกระเพาะ
และลำไส้ถูกทำลายถึง
แม้ว่าจะเรียกว่าโรคกระเพาะ แต่สามารถเป็นได้ทั้งที่กระเพาะและลำไส้ ซึ่งโรคนี้สามารถ พบได้ทุกเพศทุกวัย
สาเหตุของโรคกระเพาะอาหาร
สาเหตุของการเกิดโรคกระเพาะมีมากมาย
แต่เชื่อกันว่า สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากมีกรดในกระเพาะอาหารมาก
และเยื่อบุกระเพาะอาหารอ่อนแอลง หรือเพราะสาเหตุดังนี้
1.เชื่อโรค
Helicobacter pylori เป็นเชื้อรูปแท่งติดสีน้ำเงิน
มีความสามรถอยู่ในสภาวะกรดได้
2.สาเหตุที่กระเพาะอาหารมีกรดมากขึ้น
เกิดขึ้นเนื่องจากสิ่งต่อไปนี้กระตุ้นให้การหลั่งมาก
• กระตุ้นของปลายประสาท
เกิดจากความเครียด วิตกกังวลและอารมณ์
• การดื่มแอลกอฮอล์ ได้แก่ เหล้า เบียร์
ยาดอง
• ชา กาแฟ และน้ำดื่มที่มี Caffeine
จะทำให้กรดหลั่งออกมามาก
• การสูบบุหรี่
เนื่องจากบุหรี่ทำให้เกิดการหลั่งกรดออกมาก
• การกินอาหารไม่เป็นเวลา
3.มีการทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร เกิดจาก
• การกินยาแก้ปวด ลดไข้ แก้ปวดกระดูก
ปวดกล้ามเนื้อจะทำให้เกิดการ อักเสบที่กระเพาะ
• การกินอาหารเผ็ดจัด และเปรี้ยวจัดจากน้ำสมสายชู
• การดื่มแอลกอฮอล์ ได้แก่ เหล้า เบี้ย
ยาดอง
4. ประวัติเป็นโรคกระเพาะในครอบครัวหากครอบครัวไหนมีโรคกระเพาะคนในครอบครัวนั้นมี
โอกาสเป็นโรคกระเพาะสูง
อาการของโรคกระเพาะ
1.
ปวดท้อง ลักษณะอาการปวดท้องที่สำคัญ คือ
• ปวดบริเวณลิ้มปี ปวดแบบแสบๆหรือร้อนๆ
ปวดเรื้อรังมานาน เป็นๆ หายๆ เป็นเดือนหรือเป็นปี
• ปวดสัมพันธ์กับอาหาร เช่น
ปวดเวลาหิวหรือท้องว่างเมื่อกินอาหารหรือนม จะหายปวด
บางก็
ปวดหลังจากกินอาหารหรือนมจะหายปวดบางรายจะปวดหลังจากกินอาหารหรือ
• ปวดกลางดึกก็ได้
• อาการจะเป็นๆหายๆ
2. จุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด ท้องขึ้น
ท้องเฟ้อ เรอลม มีลมในท้อง ร้อนในท้อง คลื่นไส้อาเจียน
3.
อาการโรคแทรกซ้อน ได้แก่
• อาเจียนเป็นเลือดดำ หรือแดง
หรือถ่ายดำ เนื่องจากมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็ก
ส่วนต้
• ปวดท้องรุนแรง และ ช็อก
เนื่องจากแผลกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กทะลุ
• ปวดท้องและอาเจียนมาก
เนื่องจากการอุดต้นของกระเพาะอาหาร
อาการของโรคกระเพาะอาหารจะไม่สัมพันธ์กับความรุนแรงของโรค
บางรายไม่มีอาการปวดท้อง แต่มีแผลใหญ่มากในกระเพราะอาหาร หรือลำไส้
บางรายปวดท้องมากแต่ไม่มีแผลเลยก็ได้
แนวทางการรักษา
การรักษาโรคกระเพาะอาหารแบ่งเป็น 2
วิธี ซึ่งจะต้องปฏิบัติควบคู่กัน อย่างเคร่งครัด คือ
1.
การปฏิบัติตัวเพื่อกำจัดสาเหตุการเกิดโรค
- กินอาหารให้เป็นเวลา
ไม่ปล่อยให้ท้องว่าง
- งดอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด
- งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
-
งดดื่มชา และ กาแฟ
-
งดสูบบุหรี่
-
พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด ไม่หงุดหงิดโมโหง่าย
-
งดการใช้ยาที่มีผลต่อกระเพาะอาหาร
2. การรักษาด้วยยา
ยาที่ใช้ในการรักษามีหลายกลุ่ม
แต่สิ่งสำคัญในการใช้ยาคือ ต้องกินยาให้สม่ำเสมอ ครบตามจำนวนและระยะเวลาที่กำหนด
โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 4 - 6 สัปดาห์ แผลจึงจะหาย
หลังกินยาไประยะหนึ่งถึงแม้อาการจะดีขึ้น
ก็ห้ามหยุดยา ต้องกินต่อจนครบตาม กำหนด
เพื่อให้แน่ใจว่าแผลหาย และไม่กลับมาเป็นซ้ำ นอกจากนี้หลังกินยาจนครบ กำหนดก็ควรปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงสาเหตุของโรคอย่างเคร่งครัด
ไม่เช่นนั้นอาจกลับ มาเป็นซ้ำได้
โรคกรดไหลย้อน
หมายถึงภาวะที่กรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะไหลย้อนมาในหลอดอาหาร
ทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก
สาเหตุของกรดไหลย้อน
• Hiatus hernia (คือโรคที่เกิดจากกระเพาะอาหารส่วนต้นเข้าไปในกำบังลม)
• ดื่มสุรา สูบบุหรี่
• อ้วน
• ตั้งครรภ์
• อาหารรสเปรี้ยว เผ็ด อาหารมักดอง
อาหารมัน อาหารย่อยยาก
• ทานอาหารมากจนอิ่มเกินไป
• ช็อกโกแลต กาแฟ น้ำอัดลม
• คนเครียด
• อาหารมัน ของทอด
• หอมกระเทียม
• มะเขือเทศ
อาการทางหลอดอาหาร
• อาการปวดแสบร้อนบริเวณหน้าอก
และลิ้มปี่ที่เรียกว่าร้อนใน (heart burn) บางครั้งอาจจะร้าวไปที่
คอได้
• รู้สึกมีก้อนอยู่ในคอ
• กลืนลำบาก หรือกลืนแล้วเจ็บ
• เจ็บคอหรือแสบลิ้นเรื้อรัง
โดยเฉพาะในตอนเช้า
• รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี
หรือมีรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก
• มีเสมหะอยู่ในคอ หรือระคอตลอดเวลา
• เรอบ่อย คลื่นไส้
• รู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอก
คล้ายอาหารไม่ย่อย
การรักษากรดไหลย้อน
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
• ลดน้ำหนักสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกิน
เพราะคนอ้วนจะมีความดันในช่องท้องสูงทำให้กรดไหลย้อนได้
มาก
• งดบุหรี่เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้เกิดกรดมาก
และหูรูดอ่อนแรง
• ใส่เสื้อหลวมๆ
• ไม่ควรจะนอน ออกกำลังกาย
หรือยกของหนักหลังออกกำลังกาย
• งดอาหารก่อนนอน 3 ชั่วโมง
• งออาหารมันๆ อาหารทอด อาหารที่ปรุงด้วยหัวหอม
กระเทียม มะเขือเทศ ช็อกโกแลต ถั่ว ลูกอม
เนย ไข่ เผ็ด เปรี้ยว เค็มจัด
• รับประทานอาหารพออิ่ม
• หลีกเลี่ยง ชา กาแฟ น้ำอัดลม เบียร์
สุรา
• นอนหัวให้สูงประมาณ 6-10 นิ้ว
โดยหนุนที่ขาเตียง ไม่ควรใช้หมอนหนุนที่ศีรษะเพราะทำให้ความ
ดันในช่องท้องสูง
• รับประทานอาหารมื้อเล็กๆ
• ควรจะเข้านอนหรือเอนกายหลังจากรับประทานอาหารไปแล้วอย่างน้อย
3 ชั่วโมง
• ผ่อนคลายความเครียด
การรักษาด้วยยา
• Antacids เป็นยาตัวแรกที่ใช้
สำหรับผู้ป่วยที่อาการไม่มาก
• ใช้ยา proton pump inhibitor ซึ่งเป็นยาที่ลดกรดได้เป็นอย่างดีอาจจะใช้เวลารักษา1-3
เดือน เทื่อ
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ก็อาจจะลดยาลงได้ยาที่นิยมใช้ได้แก่ omeprazole
, lansoprazole ,
pantoprazole , rabeprazole, และ esomeprazole
• หลีกเลี่ยงยาบางชนิดที่ทำให้กระเพาะหลั่งกรดมาก
หรือทำให้หูรูดหย่อน เช่น ยาแก้ปวด aspirin
NSAID VITAMIN C
ไม่มีตัวเลขแน่นนอนว่าคนปกติควรจะถ่ายกี่วันครั้งหรือวันละกี่ครั้ง
เนื่องจากความถี่ของการถ่ายขึ้นกับ ปริมาณอาหารที่รับประทาน ชนิดของอาหารที่รับประทาน
รวมทั้งการออกกำลังกาย โดยเราถือว่าถ้าถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์
และถ่ายลำบาก อุจาระแข็งเราจัดเป็นท้องผูก
การแก้ไขภาวะท้องผูก
1. รับประทานอาหารที่มีกากหรือใยอาหารให้มาก
กากอาหารจะพบมากในผัก ผลไม้ และธัญพืช กาก
และใยอาหารจะทำให้อุจาระนุ่ม ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่มีกาก
เช่น ครีม เนย เนื้อ มันทอด
2. ดื่มน้ำ น้ำผลไม้ และน้ำผักให้มาก
น้ำจะทำให้อุจาระนุ่มและออกง่ายไม่ควรดื่มกาแฟ
และ
แอลกอฮอล์เนื่องจากจะทำให้อุจาระแห้ง
3. ออกกำลังกายเป็นประจำจะทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น
โดยอาจจะใช้เดินวันละ 20-30นาที
4. เวลาเข้าห้องน้ำอย่ารีบเร่งจนเกินไป
ให้เวลากับการขับถ่ายบ้าง
5. ใช้ยาระบายตามแพทย์สั่งและใช้เท่าที่จำเป็น
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ถ้าปฏิบัติตัวดีก็หายเองได้ โปรด
ปรึกษาแพทย์ในการเลือกใช้ยาระบาย
6. หากท่านใช้ยาประจำโปรดปรึกษาแพทย์เพราะยาบางชนิดอาจจะทำให้เกิดอาการ
ท้องผูก เช่น
แคลเซียม ยาลดกรด ยาแก้ปวดบางชนิด ยาขับปัสสาวะ
มะเร็งลำไส้ใหญ่พบบ่อยในผู้ใหญ่
มะเร็งส่านใหญ่รักษาหายขาดถ้าสามารถวินิจฉัยได้เร็วและรักษาเร็วมะเร็งลำไส้ใหญ่ก็เช่นกัน
ดังนั้นท่านผู้อ่านควรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับมะเร็งลำไส้ใหญ่
มะเร็งคืออะไร
ร่างกายประกอบด้วยเซลล์เป็นจำนวนมาก
ปกติเซลล์จะแบ่งตัวตามความต้องการของร่างกาย เช่น
มีการผลิตเม็ดเลือดแดงเพิ่มเมื่อมีการเสียเลือด
มีการผลิตเม็ดเลือดข้าวเพิ่มเมื่อมีการติดเชื้อ เป็นต้น
แต่มีเซลล์ที่แบ่งตัวโดยที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ทำให้เกิดเป็นเนื้องอก Tumor
ซึ่งแบ่งเป็น Benign และ Malignant
สาเหตุที่แท้จริงไม่ทราบแต่มักจะพบร่วมปัจจัยต่างๆดังนี้
• พบมากในผู้ป่วยอายุมากกว่า 50 ปี
แต่สามารถพบในอายุน้อยได้
• อาหาร
ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง และใยอาหารน้อย
• polyps เนื้องอกในลำไส้ใหญ่หากพบมากมีแนวโน้มเป็นมะเร็ง
• ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งรังไข่ มดลูก
เต้านม มีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่สูง
• ผู้ป่วยที่มีพ่อ แม่ พี่
น้องเป็นมะเร็งมีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่สูง
• ผู้ป่วยทีเป็นลำไส้ใหญ่อักเสบ ulcerative
colitis
อาการของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่พบบ่อย
• อุจาระเหลวกับอุจาระแข็งสลับกัน
บางครั้งเหมือนถ่ายไม่หมด
• เลือดปนอุจาระ
• อุจาระลำเล็กกว่าปกติ
• ท้องอืดแน่นท้องตลอดเวลา
• น้ำหนักลด อาเจียน
การรักษา
มีการรักษาได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับสุขภาพ
ตำแหน่ง ขนาด และระยะของโรค
1. การผ่าตัด แพทย์จะตัดเนื้อร้ายทั้งหมดร่วมกับเนื้อดีบางส่วน
โดยมากแพทย์สามารถต่อลำไส้ได้
แต่บางรายไป่สามารถต่อลำไส้ได้แพทย์จะเปิดลำไส้ไว้ที่ผนังหน้าท้อง
ถ่ายอุจาระทางหน้าท้องโดย
มีถุงรองรับอุจาระ
2. การให้เคมีเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งที่เหลือจากการผ่าตัด
3. การให้รังสีรักษา โดยมากจะให้ก่อนผ่าตัดเพื่อลดขนาดของเนื้อร้าย
หรือให้หลังการผ่าตัดเพื่อ
ทำลายเซลล์เนื้อร้ายที่เหลือ
4. Biological therapy คือการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งหลังการรักษาควรไป
ตรวจตามแพทย์นัดเพื่อตรวจดูว่ามะเร็งกลับเป็นซ้ำหรือไม่เพื่อที่จะให้การรักษาได้อย่างรวดเร็ว
โดย
แพทย์จะตรวจร่างกาย ตรวจหาเลือดในอุจาระ x-ray เจาะเลือดตรวจ




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น